การใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปประกอบด้วย 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ 1 คือ ฮาร์ดแวร์ หมายถึงตัวเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆของคอมฯทุกๆชิ้นที่เราสามารถจับต้องหรือสัมผัสได้เช่น คีย์บอร์ด จอภาพ เครื่องพิมพ์ ซีพียู แรม เมนบอร์ด และอื่นๆเป็นต้น โดยด้านหน้าตัวเครื่องคอมฯจะมีปุ่มสำหรับกดเพื่อ เปิด-ปิด Reset เครื่อง และมีไฟบอกสถานการณ์ทำงานของเครื่องติดตั้งอยู่ นอกจากนั้นเป็นส่วนของจอภาพ คีย์บอร์ด เมาส์และลำโพง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายๆ กันในคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื่อง ส่วนที่ 2 คือซอฟท์แวร์ หมายถึง โปรแกรมที่สั่งให้เครื่องทำงานนั่นเองโดยมากจะมากับแผ่นซีดีหรือดีวีดี หรือดาวน์โหลดมาจากอินเตอร์เน็ทและส่วนมากจะต้องผ่านขั้นตอนการติดตั้ง (install หรือ setup ) ลงในฮาร์ดดิสก์ เพื่อให้รู้จักกับเครื่องเราเสียก่อน จึงจะใช้งานได้โปรแกรมมีหลายประเภทตั้งแต่ระบบปฏิบัติการวินโดว์ลีนุกซ์ ออฟฟิศ นีโร่ เพาเวอร์ดีวีดี โปรแกรมป้องกันไวรัส และอื่นๆอีกมากมาย

ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ /การดูแลรักษา

                  เป็นหัวใจหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเร็วจะแรงก็ตัวนี้ (ตัวอื่นๆเป็นส่วนสนับสนุน) มีหน้าที่ประมวลผลการทำงานทุกอย่างบนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติซีพียูเป็นอุปกรณ์/ชิ้นส่วน ที่จะชำรุดเสียหายยากมากจากการใช้งานปกติ ซึ่งซีพียูอาจจะทำงานได้นานมากจนเราเลิกใช้เครื่องไปเลย แต่ถ้าเราโชคร้ายโดยถูกผู้ผลิตนำซีพียูทีมีความเร็วต่ำมาหลอกขายว่าเป็นซีพียูความเร็วสูง (CPU Remark) หรือทำการ Over Clock ให้ซีพียูทำงานเร็วกว่าความเร็วที่กำหนดให้ ทำให้อายุการใช้งานของซีพียูสั้นลงกว่าปกติ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุการใช้งานซีพียูสั้นลงก็คือ พัดลมระบายอากาศ (Ventilation Fan) ที่ติดตั้งอยู่ที่ชุดจ่ายไฟฟ้า (Power Supply) ของคอมพิวเตอร์เสีย ทำให้ซีพียูต้องทำงานที่ความร้อนสูงตลอดเวลา ถ้าซีพียูเสียก็ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว ไม่สามารถทำการซ่อมหรือแก้ไขได้ ความเร็วซีพียูส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มีความเร็วอยู่ในระดับ 1 – 3.4 GHz  ที่ได้รับความนิยมขณะนี้มีอยู่ 2 บริษัทคือ Intel และ AMD ซึ่งทั้งสองบริษัทก็มีหลายรุ่นหลายแบบตามลักษณะการใช้งาน เช่นสำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องตั้งโต๊ะ เครื่องโน๊ตบุ๊ค ฯลฯ)

                เป็นอุปกรณ์ที่มี Chip ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อื่นๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเป็นทั้งตัวรับและจ่ายไฟให้กับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ บนเมนบอร์ด ซึ่งถ้ามีอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (UPS) ก็จะช่วยให้การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นไปอย่างราบรื่นสม่ำเสมอ และไม่ทำให้อุปกรณ์อื่นๆ ชำรุดเสียหาย ในกรณีที่เกิดไฟตกไฟกระชากอีกด้วย นอกจากนี้บางเมนบอร์ดอาจมีอุปกรณ์อื่นที่มีมาพร้อมในตัว (Onboard) มาให้ด้วย เช่น การ์ดแสดงผล การ์ด LAN การ์ดเสียง และการ์ดโมเด็ม ซึ่งทำให้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกลง เนื่องจากรวมทุกอย่างมาไว้ในชุดเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพการใช้งานบางอย่างก็ต่ำตามไปด้วย

3.1  หน่วยความจำรอม (ROM)  ROM ย่อมากจาก Read Only Memory เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลแบบถาวร ตัว ROM ก็ถูกติดตั้งไว้แบบถาวรด้วย ผู้ใช้ไม่สามารถเขียนข้อมูลลงในรอมได้ ข้อมูลจะยังคงอยู่ถึงแม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าในเครื่องคอมพิวเตอร์  โดยผู้ผลิตจะบรรจุจะหน่วยความจำรอมมาโดยตรง เช่นโปรแกรมไบออส เป็นต้น

3.2  หน่วยความจำแรม (RAM)  RAM ย่อมากจาก Random Access Memory   เป็นหน่วยความจำชั่วคราวก่อนที่จะนำไปประมวลผล  ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้เมื่อมีไฟฟ้าเลี้ยงวงจร แต่ถ้าไฟฟ้าดับข้อมูลที่เก็บในแรมจะสูญหายหมด   ทั้งนี้หน่วยความจำแรมผู้ใช้สามารถเพิ่มได้ เพื่อความรวดเร็วในการประมวลผลข้อมูล ทั้งนี้ หน่วยความจำแรมมีหน่วยวัด เป็นไบต์  (Byte)  เช่น 256 เมกะไบต์ 512 เมกะไบต์ เป็นต้น มาตรฐานปัจจุบันเป็น Gigabyte (GB) เช่น 4GB 8GB แรมที่กำลังนิยมใช้งานอยู่ในขณะนี้คือ DDR3 เนื่องจากมีความเร็วในการทำงานสูง ความจุสูง และราคาไม่แพง 

หลักการเลือกแรม

  • ขนาดความจุแรมจำนวนแรม ที่มากจะมีผลต่อความเร็วในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันควรเลือกใช้แรมไม่น้อยกว่า 2GB ปัจจุบันแนะนำขั้นต่ำ 4GB เป็นต้น
  • ความเร็วแรมเป็นความเร็วบัสของเมนบอร์ดที่แรมใช้ในการติดต่อกับซีพียู มีหน่วยเป็นเมกกะเฮิร์ต MHz เช่น 400, 533 และ 677 MHz  ปัจจุบันขั้นต่ำ 1333 MHz เป็นต้น
  • การรับประกัน และบริการหลังการขาย อันนี้ก็สำคัญ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ไฟฟ้าเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้เกิดการทำงาน มีความร้อนในตัว ก็อาจทำให้เสื่อมสภาพและชำรุดเสียหายได้ การเลือกการรับประกันดีๆ ก็ทำให้เรามั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าของสิ่งนั้นมีคุณภาพน่าเชื่อถือได้

               ติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้านหลังทำหน้าที่แปลงระดับ แรงดันไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านหรือไฟฟ้าทั่วไป มาใช้ให้เหมาะสมกับที่ใช้ในวงจรคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้โดยปกติจะเลือกจากกำลังที่ใช้มีหน่วยเป็น วัตต์ (Watt) เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะมีตั้งแต่ 300Watt, 400Watt, 500Watt เป็นต้น ส่วนไฟฟ้าที่ออกมาจาก Power Supply มาตรฐานทุกรุ่นมีหน่วยเป็นโวลท์ เช่น 12 โวลท์, 5 โวลท์, 3 โวลท์ หากถูกไฟฟ้าดูด,ช๊อต จะไม่มีความรุนแรง หรือถึงกับเสียชีวิต

ฮาร์ดดิสก์เป็นหน่วยความจำสำรอง หรือสื่อบันทึกข้อมูลที่มีความจุสูง ฮาร์ดดิสก์จะถูกบรรจุอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้อยู่แล้ว ฮาร์ดดิสก์ในสมัยเริ่มแรกมีความจุเพียง 20-80 กิกะไบต์ และต่อมาฮาร์ดดิสก์ได้พัฒนาให้มีความจุสูงขึ้น และมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งในปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดมีความจุมากกว่า 500 กิกะไบต์ทั้งสิ้น และมักจะมีอายุการประกันตั้งแต่ 1-5 ปี ซึ่งเมื่อฮาร์ดดิสก์เสียในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ต้องส่งไปซ่อมกับร้านที่ซื้อมา โดยทั่วไปฮาร์ดดิสก์จะมีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 3 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ฮาร์ดดิสก์ก็อาจจะเสียได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราควรสำรองข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เอาไว้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเวลาที่ฮาร์ดดิสก์เสีย ข้อมูลก็จะยังไม่สูญหายไป ข้อควรระวังก็คือ ในเรื่องของไฟตกไฟกระชากซึ่งจะมีผลต่อ Hard disk อาจทำให้เกิดความเสียหายได้  ฮาร์ดดิสก์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็น ฮาร์ดดิสก์แบบ Serial ATA มีความเร็วในการหมุน 5400 รอบ/สำหรับโน๊ตบุ๊ค และ 7200รอบ/สำหรับเครื่องตั้งโต๊ะสามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง 150 MB/s และอาจจะสูงถึง 300 และ 600 MB/s ใน SATA เวอร์ชั่นต่อไป

          โดยทั่วไปการใช้งานในช่วง 1 ปีแรก มักจะไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนใหญ่จะใช้งานไปได้ถึง 3 ปี โดยไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราเลือกใช้การ์ดแสดงผลราคาถูก ก็อาจจะมีปัญหาบ้างในปีแรก แต่ก็ไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นการ์ดแสดงผลยี่ห้อดังๆ จากอเมริกาที่มีราคาแพง จะมีความเร็วในการแสดงผลสูง มีลูกเล่นมากกว่า และมีการออกไดร์ฟเวอร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง  การ์ดแสดงผลที่มีจำหน่ายอยู่ขณะนี้มี 2 รูปแบบ ก็คือ แบบสล็อต AGP ซึ่งมีความเร็ว 4x/8x/16x พร้อมกับหน่วยความจำตั้งแต่ 64 – 256 MB ปัจจุบันเป็นแบบสล็อต PCI Express ซึ่งมีหน่วยความจำถึง 2 GB ความเร็วในการทำงานสูงมาก ปัจจุบันนิยมนำมาติดตั้งในเครื่องแทนการ์ดแบบ AGP เดิม สำหรับการใช้งานทั่วไปไม่เน้นงานออกแบบมัลติมีเดีย งานทางด้านกราฟฟิกสูงๆ จะใช้ระบบการแสดงผล (VGA On Board) คือมีมาพร้อมในตัวโดยไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม

               เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงเสียงและบันทึกเสียงได้เหมือนเครื่องเล่นเทปคาสเซตต์ การ์ดเสียงมีชื่อเรียกหลายชื่อ บางทีเรียก ซาวการ์ด (Sound Card) ซาวด์บอร์ด (Sound board) หรือออดิโอซาวด์ (Audio Sound) การที่จะดูว่าการ์ดเสียงให้คุณภาพเสียงดีหรือไม่ ดูจาก Sampling Size 16 บิต และ Sampling Rate 44.1 Khz  เช่นกัน ระบบเสียงจะมีทั้งที่มาพร้อมในตัว (On Board) และติดตั้งเพิ่มเติมสำหรับงานในสตูดิโอ แต่ส่วนมากแล้วจะมีมาพร้อมในตัว (On Board)

               โมเด็ม (Modulator and Demodulator) เป็นอุปกรณ์รอบข้างสำหรับต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างกันมาก ๆ โดยอาศัยเครือข่ายของโทรศัพท์เข้ามาช่วยในการสื่อสารรับ-ส่งข้อมูล หน้าที่ของโมเด็มมีหลายประการ คือ การ เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต การรับ-ส่งแฟกซ์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)   โมเด็มมี 2 ประเภท คือ 
     ●  โมเด็มที่ติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (Internal Modem) ซึ่งจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาไม่แพง แต่ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย 
     ● โมเด็มที่ติดตั้งภายนอก (External Modem) จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีสายต่อเข้ากับ CPU นิยมใช้มากเพราะเคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งง่าย และคุณภาพดีพอสมควร

  • ปัจจุบัน ไม่มีการใช้งานแล้ว เนื่องจากระบบเครือข่ายสื่อสารต่างๆ พัฒนาไปมาก เช่น Hi-speed internet , Wi-Fi Internet ซึ่งมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงมาก เมื่อเทียบกับโมเด็มมีความเร็วสูงสุดแค่ 64 Kbps ขณะที่ Hi-speed internet มีความเร็วขั้นต่ำ 6 Mbps

ดิสก์ไดร์ฟ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านและเขียนข้อมูลลงในแผ่นฟล๊อปปี้ดิสก์ ซึ่งดิสก์ไดร์ฟก็มีหลายชนิดมีตั้งแต่ขนาด 8 นิ้ว 5.25 นิ้ว ล่าสุดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปมักจะใช้ดิสก์ไดร์ฟขนาด 3.5 นิ้ว สามารถบรรจุข้อมูลได้ 1.44เมกกะไบท์ ปัจจุบันแทบไม่มีการใช้งานกันแล้ว เนื่องจาก ใช้ แผ่น ซีดี ดีวีดี แฮนดี้ไดร์ฟ และ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น

          พัดลมระบายความร้อน ใช้เพื่อระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์ที่อยู่ภายในเครื่องคอมฯ ออกมาสู่ด้านนอกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบภายในประเทศ มักจะใช้พัดลมระบายความร้อนที่มีราคาถูก และจะพบว่าส่วนใหญ่พัดลมจะเสียภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น มีอยู่น้อยมากที่จะอยู่ได้หลายปีโดยไม่เสีย เช่น พัดลมที่ใช้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ การเลือกใช้พัดลมระบายความร้อนต้องพยายามใช้ของดีมีคุณภาพ (ส่วนมากคุณภาพดีจะมาพร้อมกับราคาที่สูง) เพราะถ้าพัดลมระบายความร้อนเสีย จะทำให้ซีพียูร้อนจัด ทำให้เครื่องเกิดอาการแฮ๊งก์ (Hang) โดยไม่ทราบสาเหตุ และทำให้อายุการใช้งานของซีพียูสั้นลง ถ้าพัดลมระบายความร้อนเสียควรต้องเปลี่ยนอย่างเดียว 

                   ในปัจจุบันเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบมัลติมีเดีย 
หรือเป็นสื่อผสม ซึ่งจะต้องใช้สื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งจะมีข้อมูลทั้งภาพและเสียง ดังนั้น แผ่นซีดีรอมจึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อมีแผ่นซีดีรอมเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะต้องมีเครื่องผ่านแผ่นซีดีรอมที่เรียกว่า ซีดีรอมไดร์ฟ  ปกติซีดีรอมจะมีความจุ 700 MB หรือเท่ากับหนังสือประมาณ 500,000 หน้าเท่ากับฟลอปปี้ดิสก์ขนาด 1.44 MB ถึง 460 แผ่น สามารถบันทึกข้อมูลได้มากโดยเฉพาะงานด้านมัลติมีเดียทั้งภาพ แสง เสียงในเวลาเดียว ที่สำคัญคือ เป็นระบบที่ปลอดภัยจากไวรัส ข้อควรระวังก็คือ ไม่ควรนำแผ่นซีดี ที่เสียแล้ว หรือมีรอยขีดข่วนมากๆ มาอ่าน เพราะอาจทำให้หัวอ่านชำรุดได้ รวมถึงการใช้น้ำยาล้างหัวอ่านผิดประเภทด้วย การใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับเครื่องคอมฯ เช็ด บริเวณด้านนอก โดยอาจใช้พู่กันเล็กๆ ช่วยในการปัดฝุ่นออกเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็คเครื่องคอมฯ ข้อควรระวัง! โดยปกติน้ำยาเหล่านี้ ห้ามเช็คหน้าจอ ถ้ามีฝุ่นหรือคราบนิ้วมือ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว (ทิป น้ำยาทำความสะอาด โดยทั่วไป การใช้ควรใส่น้ำยาบนผ้าที่สะอาด จากนั้นลูบไปบริเวณตัวเครื่อง ทิ้งไว้สักพัก และค่อยเช็ดออก จะช่วยลดแรงในการขัดได้มาก)

               เป็นหน่วยเก็บข้อมูลรองอีกชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากลักษณะคล้ายซีดีรอมแต่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าซีดีรอมหลายเท่า คือ ขนาดมาตรฐานเก็บข้อมูลได้ 4.7 GB หรือ 7 เท่าของซีดีรอม และพัฒนาต่อเนื่องไปตลอด ดีวีดีแผ่นหนึ่งสามารถบรรจุภาพยนตร์ความยาวถึง 133 นาทีได้ โดยใช้ลักษณะการบีบอัดข้อมูลแบบ MPEG-2 และระบบเสียงแบบดอลบี้ (Dolby AC-3) ปัจจุบันดีวีดีนิยมใช้ในการบันทึกภาพยนตร์และมัลติมีเดีย

** ปัจจุบัน มี Blue-Ray Drive ซึ่งสามารถติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ได้ โดยส่วนมากจะใช้สำหรับการดูหนังความคมชัดสูง เช่น

แผ่น BD-R (SL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Single Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 25 GB แผ่น

แผ่น BD-R (DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบหน้าเดียว มีความจุ 50 GB แผ่น แผ่น BD-R (2DL) หมายถึง Blu-Ray Disc ROM แบบ Double Layer แบบสองหน้า มีความจุ 100 GB

โดยล่าสุด สามารถผลิต BD-XL ซึ่งมีขนาดมากกว่า 100 GB ไปที่ 128 GB ได้แล้ว

               Monitor เป็นอุปกรณ์ OUTPUT อย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ ใช้แสดงข้อมูลหรือโปรแกรมออกมาบนจอภาพ ปัจจุบันจอภาพให้หลายขนาด ได้แก่ 14 นิ้ว 15 นิ้ว 17 นิ้ว 19 นิ้ว และมากกว่า มีหลายแบบให้เลือก ทั้งจอภาพธรรมดา (CRT) หรือจอภาพแบน แอลซีดี (LCD)

– จอภาพแบบ CRT เป็นจอแก้วสุญญากาศ ทำงานโดยการยิงลำแสงอิเล็กตรอนผ่านสนามแม่เหล็ก ไปกระทบกับสารที่เคลือบด้านในของจอภาพ ซึ่งมีสารฟอสเฟสฉาบอยู่บนหลอดภาพ และเปล่งแสงออกมา เป็นจุดๆ ซึ่งจุดนี้ก็คือจุดที่แสดงภาพขึ้นมาบนหน้าจอ เรียกว่า พิกเซล (Pixel)

– จอภาพแบบ LCD และ LED ทั้งสองชนิดการทำงานจะคล้ายๆกัน คืออาศัยหลักของการใช้ความร้อนที่ได้จากขดลวดมาทำการเปลี่ยนและบังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีต่างๆ ออกมาตามที่ต้องการ ที่แตกต่างกันคือ ต้นกำเนิดแสง LCD มาจากหลอดฟลูออเรสเซนส์ แต่ LED มาจากหลอดแอลอีดี ข้อดีคือแสงสว่างที่ได้จะไม่สั่นไหวเหมือนจอภาพแบบ CRT ซึ่งประโยชน์ก็คือสามารถลดความเมื่อยล้าในการมองได้  ปัจจุบันนิยมใช้ จอภาพ LED เป็นส่วนมาก

– การเลือกซื้อจอภาพจะตัองพิจารณาชนิดของจอภาพให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน, พื้นที่ติดตั้ง, การเชื่อมต่อสัญญาณตามมาตรฐานที่ต้องการ จอภาพโดยทั่วไปมักจะมีการรับประกัน ประมาณ 1-3 ปี เนื่องจากหลอดภาพของแต่ละรุ่นยี่ห้อนั้น จะมีคุณภาพแตกต่างกันไปตาม แต่ละบริษัทผู้ผลิต ไม่ควรตั้งจอไว้ใกล้บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กมากจนเกินไป และไม่ควรเช็ดหน้าจอด้วยน้ำยาหรือสารอย่างอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้สำหรับทำความสะอาดจอภาพนั้นๆ

               เป็นอุปกรณ์ทางด้าน Input ที่ใช้สำหรับป้อนข้อมูลคำสั่งเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ มี 2 แบบ

 – แบบทางกลเป็นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลม ที่มีน้ำหนักและแรงเสียดทานพอดี เมื่อเลื่อนเมาส์ไปในทิศทางใดจะทำให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้น ลูกกลิ้งจะทำให้กลไกซึ่งทำหน้าที่ปรับแกนหมุนในแกน X และแกน Y แล้วส่งผลไปเลื่อนตำแหน่งตัวชี้บนจอภาพ ลูกกลิ้งสามารถถอดทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ภายในเม้าส์ออก ทำให้ลูกกลิ้งสามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยอิสระ 
– แบบใช้แสงอาศัยหลักการส่งแสงจากเมาส์ลงไปบนแผ่นรองเมาส์ (mouse pad)  ตามแนวแกน X  และ Y เมื่อเลื่อนตัวเมาส์เคลื่อนไปบนแผ่นรองเมาส์ก็จะมีแสงตัดผ่านและสะท้อนขึ้นมาทำให้ทราบตำแหน่งที่ลากไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือพื้นหรือแผ่นรอง ควรเป็นสีทึบไม่มีลวดลายเพราะจะทำให้การสะท้อนของลำแสงไม่เที่ยงตรง ในเรื่องอื่นไม่ค่อยมีปัญหาการใช้งานเท่าใดนัก

               เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้าน Input ที่ทุกเครื่องจำเป็นต้องมี เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ การเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์มีหลักๆ อยู่ 3 แบบ คือ

– แบบใช้สายเชื่อมต่ออนุกรม (serial port) หรือ PS2 หัวมีลักษณะกลม ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องติดตั้งไดร์ฟเวอร์

– แป้นพิมพ์มีสายเชื่อมต่อชนิด USB หัวมีลักษณะเป็นหัวแบนแบบเดียวกับอุปกรณ์ USB ทั่วไป ข้อดี สามารถนำมาเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลากหลาย

– แป้นพิมพ์แบบไร้สาย ปกติจะมาพร้อมกับเมาส์เป็นชุดเดียวกัน การใช้งานสะดวกไม่ต้องมีสายเชื่อมต่อ ข้อเสีย จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ ราคาสูงกว่าแบบมีสาย

การป้อนข้อมูลจำนวนมากทุกวัน หรือเอาแป้นพิมพ์ไปใช้เล่นเกมส์ จะพบว่าปุ่มบางปุ่มจะเสียเร็ว อายุการใช้งานของแป้นพิมพ์จะน้อย หรือแป้นพิมพ์คุณภาพไม่ดีตัวอักษรบนปุ่มลอกเร็วกว่าปกติ  นอกจากนี้ยังมีแป้นพิมพ์ที่มีราคาแพงเกินหนึ่งพันบาทขึ้นไป เช่น ไมโครซอฟต์คีย์บอร์ด หรือคีย์บอร์ดของไอบีเอ็ม แป้นพิมพ์เหล่านี้จะมีรูปทรงถูกสุขลักษณะ ไม่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยข้อมือ มีความทนทานสูงและตอบสนองต่อการกดแป้นพิมพ์จะดีกว่า

ข้อแนะนำในการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป
1). ควรตั้งเครื่องให้ห่างจากผนังไม่น้อยกว่า 15 ซ.ม. เพื่อให้อากาศถ่ายเทและลดความร้อนภายในเครื่อง
2). ไม่ควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ที่มีฝุ่นละอองมาก (วางใต้โต๊ะมีฝุ่นมากกว่าวางบนโต๊ะ), อุณหภูมิไม่คงที่, มีแสงแดดส่อง , มีความชื้นสูง , มีการสั่นสะเทือนบ่อย , ใกล้กับแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแรงสูงสนามแม่เหล็ก
3). ไม่ควรวางสิ่งของไว้ปิดช่องระบายอากาศของจอภาพและตัวเครื่องคอมพิวเตอร์
4). ไม่ควรนำน้ำ กาแฟ หรือของเหลวอื่นๆ มาตั้งใกล้เครื่อง เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เครื่องเสียหายได้
5). ไม่ควรเคลื่อนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือถอดสายใด ๆ ที่ต่อเชื่อมกับเครื่องขณะกำลังเปิดใช้งานอยู่
6). ควรต่อเครื่องคอมพิวเตอร์กับ UPS หรือ STABILAZER หากกระแสไฟฟ้าไม่คงที่
7). หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วไม่ควรเปิดเครื่องโดยทันที ให้รอสักประมาณ 1 นาที จึงเปิดเครื่องใหม่ เพราะกระแสไฟฟ้าอาจทำให้เครื่องเสียง่าย
8). ควรมีการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส/สปายแวร์ และต้องอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส (Signature Database) อยู่เสมอ

9). หากมีปัญหาเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์ควรปรึกษาช่างผู้ชำนาญก่อนดำเนินการด้วยตนเอง

การดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แบ่งออกเป็นหลักๆได้ 3 อย่าง คือ

1). (Hardware) หรือพวกอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ภายใน และภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์

2). (Software) พวกโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

3). (Peopleware) คือ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ ต้องระมัดระวังในการใช้งาน

                1.1 เรื่องความสะอาดภายในเครื่อง คือ ฝุ่น, ใยผ้า, ใยแมงมุม, เส้นผม พวกนี้มันจะไปเกาะอยู่ที่ซิงค์ระบายความร้อน ทำให้การระบายความร้อนของอุปกรณ์ไม่ดีเท่าไหร่ ควรดูแลทำความสะอาด เรื่องนี้ให้ความสำคัญมากหน่อย ทำให้อายุการใช้งานมากขึ้น

                1.2 ที่ตั้งของคอมพิวเตอร์ ที่เราไปวางไว้เป็นมุมอับ การระบายความร้อนจะไม่ดีเท่าที่ควร อย่าวางใกล้ชิดติดกำแพง หรือไปวางในมุมอับ ควรเป็นมุมที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก จะดีที่สุด ถ้าไม่มีมุมที่ตั้งจริงๆ ก็เอาพัดลมเป่าช่วยก็ได้ วางบนโต๊ะดีกว่าวางกับพื้นเพราะพื้นมีฝุ่นมากกว่า หรือระหว่างการใช้งาน ขาหรือเท้า อาจไปกระแทรกกับเครื่องส่งผลทำให้เครื่องทำงานผิดพลาดได้

                1.3 สังเกตสิ่งผิดปกติของอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ลองเปิดฝา สังเกตดูภายใน ตัวอุปกรณ์ ว่ามีรอยไหม้ หรือที่ตัวอุปกรณ์อิเลิกทรอนิคส์ เช่น ตัวคาปาซิสเตอร์ ( ตัวทรงกระบอกที่หัวมีกากบาทที่บนหัว ) ว่ามันบวมๆ ทำถ้าจะพุพองออกมารึเปล่า มีน้ำยาเยิ้มออกมาไหม ถ้าเจอว่ามี รีบส่งซ่อมเลยนะครับ เดี๋ยวคอมพิวเตอร์เราจะเสียมากกว่าเดิม แล้วก็พวกพัดลมต่างๆในเครื่องว่าหมุนดี ทุกตัวรึเปล่า ตัวไหนหยุดหมุน ก็เปลี่ยนได้ เนื่องจากความร้อนสะสมภายในจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง หรือทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

เรื่องซอฟแวร์ มีโอกาสเจอปัญหาได้หลายรูปแบบ

                2.1 การลงโปรแกรม อันไหนไม่ใช้ก็ไม่ต้องลง ลงเฉพาะที่เราใช้ เอาโปรแกรมเข้าๆออกๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางทีเครื่องอืดไปเลยก็มี แฮงค์ๆ ค้างๆ บางโปรแกรมกลับใช้ไม่ได้อีก ทางที่ดีก็ลงเท่าที่ใช้และจำเป็นก็พอ พวกเกมก็เหมือนกัน กินพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์เยอะ เดี๋ยวพื้นที่จะน้อยเกินไปจนวินโดว์ทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะในไดร์ฟซี ระวังๆ ตรวจสอบดูพื้นที่เหลือบ้าง ก่อนจะลงโปรแกรมอะไรลงไป

                2.2 การเก็บข้อมูล ข้อมูล เอกสาร ไฟล์ต่างๆที่เราจะเก็บไว้ แนะนำอย่าไปเก็บในไดร์ฟซี ให้เก็บไปไว้อีกไดร์ฟ ที่เราได้แบ่งฮาร์ดดิสก์เอาไว้ เป็นที่สำรองข้อมูลของเรา ปกติ ไดร์ฟ C เป็นไดร์ฟที่ลงโปรแกรมเสมอ  เวลามีปัญหาไดร์ฟซีก็โดนก่อน ฉะนั้นควรเก็บไปไว้ที่อื่นแทน ข้อมูลจะได้ไม่หาย ไดร์ฟ C ก็ไม่เต็มเร็วด้วย โดยเฉพาะ เพลง หนัง ภาพถ่าย จะกินพื้นที่เยอะมาก

                2.3 รู้จักสังเกตโปรแกรมแปลกๆ โปรแกรมแปลกๆที่เราไม่เคยเห็นในเครื่องเราตั้งแต่แรกๆ ที่เราใช้ ถ้ารู้ว่าเป็นโปรแกรมอะไร และไม่จำเป็นก็เอาออกไปเลย แต่ถ้าจะเอาไว้ใช้ประโยชน์ก็ไม่ว่ากัน บางทีติดมากับตอนที่เราเล่นเน็ต ตอนที่เราคลิก next Yes Ok  คลิกแบบไม่ได้อ่านว่ามันคืออะไร หรือว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจแปลไม่ออก ก็อย่ากด Yes Ok  แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ Cancal ดีกว่า

                2.4 เว็ปยอดฮิต  เว็ปดาว์นโหลด เว็ปลามก เว็ปแจกของฟรี เว็ปโปรแกรมพวกแฮกเกอร์ (พวกเจาะระบบ) เป็นต้นครับ ไวรัสคอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่เราไม่พึงประสงค์ มันจะมากับเว็ปพวกนี้เยอะ ถ้าอยากเข้าก็หาวิธีป้องกันไว้บ้างก็ดี หรือเวลามีข้อความแสดงให้ Yes หรือ No ก็อ่านหน่อย อย่าคลิกมั่ว บางทีมีหลอกให้เราคลิกก็มี เพราะโดยส่วนใหญ่พวกเราเห็นแบบนี้ คลิก Yes ไว้ก่อนเสมอเลย ติดไวรัส ติดสปายแวร์ ติดโปรแกรมที่เราไม่พึงประสงค์ เข้ามาในคอมพิวเตอร์เราเฉยเลย ดูดีๆ ก่อนคลิก

                2.5 ติดโปรแกรมพวกป้องกัน ดักจับ ไวรัส โปรแกรมจำพวกนี้ควรที่จะมีในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา มีหลายแบบ ทั้งเสียเงิน ไม่เสียเงิน ก็มี แต่ที่แนะนำช่วงนี้ ก็มี NOD32 ลองไปหามาใช้กัน โปรแกรมไม่ใหญ่ เครื่องไม่อืด ใช้งานง่าย และอย่าลืมอัพเดตข้อมูลไวรัสให้โปรแกรมด้วย จะได้รู้จักไวรัสตัวใหม่ๆ ปกติแล้วไวรัสมันเกิดก่อนตัวป้องกันจะมา  ถ้าป้องกันแล้วยังโดนอีก ก็ถือเป็นเรื่องปกติครับ ก็ต้องแก้ไขกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ไวรัส กับ คอมพิวเตอร์ มันเป็นของคู่กัน มันหนีกันไม่พ้น

                2.6 การดูแล และ บำรุงรักษาระบบ ขั้นพื้นฐาน อันนี้ควรทำให้สม่ำเสมอ การใช้งานโปรแกรมจะได้ไม่อืด ไม่ช้า เป็นการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไปในตัวด้วย สิ่งที่ทำเช่น Disk Cleanup (เก็บกวาดขยะบนฮาร์ดดิสก์ ), Check disk ( ตรวจสอบสภาพฮาร์ดดิสก์ ) และ Disk Defragmenter ( จัดเรียงข้อมูลเพื่อเร่งความเร็วในการอ่านข้อมูล )

                บุคคล หรือผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เรามาดูกันว่าอะไรบ้างที่ควรรู้ ควรกระทำ ควรแก้ไข

                3.1 การอ่าน อ่านก่อนคลิก มีอะไรเด้งมา อ่านสักนิด จะได้รู้ ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ภาษอังกฤษ คำศัพท์มันจะซ้ำๆกัน ถ้าแปลไม่ได้จริงๆ ปัจจุบันมีโปรแกรมแปลหลายแบบ ที่แปลแล้วอาจไม่ตรงแต่ก็พอจะเดาๆ ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆก็ถามจากผู้รู้ อย่างน้อยก็รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป

                3.2 อารมณ์ ประเภทเปิดไม่ทันใจ หรือค้าง ก็เคาะคีย์บอร์ดแรงๆ กระแทกเมาส์แรงๆ ดับเบิ้ลคลิกถี่ๆ มันไม่ได้ช่วยให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น แต่กลับช้ามากขึ้น ถึงขั้นเครื่องค้างไปเลย

                3.3 การทำโดยไม่มีความรู้ หรือ มั่ว เจอบ่อยประเภทไม่รู้แล้วมั่ว ไหนจะมั่วก็ให้มั่วแบบมีหลักการ โดยเฉพาะเรื่องการต่ออุปกรณ์ การใช้งานอุปกรณ์ หรือ ต่ออุปกรณ์เสริมต่อพ่วงต่างๆ ก่อนใช้งาน อ่านดูจากคู่มือก่อนใช้งานสักหน่อย ผิดเดี๋ยวอุปกรณ์พังกันเป็นแถบๆ เช่นช่องเสียบใส่ไม่เข้า ก็พยามฝืนอัดเข้าไปแบบนี้เป็นต้น หรือในด้านการใช้งานโปรแกรม การดาว์นโหลดโปรแกรม จากเว็บไซต์ ต้องระวังให้มาก

รู้จักกับ Microsoft Windows

Microsoft Windows คือระบบปฏิบัติการสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพ และเสถียรภาพในการทำงาน ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความเชื่อถือได้, มีระบบรักษาความปลอดภัย, มีประสิทธิภาพสูง และใช้งานได้ง่าย เพื่อนำประโยชน์จากโลกดิจิตอลมาสู่คุณ โดย Windows  มีหลายเวอร์ชั่น แยกตามลักษณะการใช้งาน เช่น Windows Starter Edition, Windows Home Edition, Windows  Professional Edition ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไปให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม

รู้ได้อย่างไรว่าเราใช้  Windows เวอร์ชั่นอะไร

Windows  มีหลายเวอร์ชั่น ที่ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันมี Windows XP, Windows 7, Windows 8, Windows 8.1 ยังไม่นับรวม Windows สำหรับใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เราสามารถตรวจสอบเวอร์ชั่นของวินโดว์ได้โดย คลิกขวาที่ My Computer > Properties

ข้อดีของ Microsoft Windows

สามารถรู้จักอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก โดยที่ไม่ต้องไปหา Driver มาลงเพิ่มเติมเลย แต่บางอุปกรณ์ก็อาจต้องลง Driver อยู่บ้างเพื่อการใช้งานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หน้าตา รูปแบบการแสดงผลที่สวยงาม นับได้ว่าเป็นจุดขายที่ดีของ Windows เลยก็ว่าได้ โดยที่รูปแบบของการแสดงผล จะเห็นได้ชัดเจนว่า สวยงาม แตกต่างไปจาก Windows ตัวเก่า ๆ ไปอย่างมากเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ ก็ยังสามารถที่จะทำการปรับเปลี่ยนการแสดงผล ให้เป็นในแบบ Classic หรือแบบ Windows รุ่นเก่า ๆ สำหรับผู้ที่ไม่เคยชินก็ได้ และด้วยความที่เป็นระบบปฏิบัติการ ที่พัฒนาต่อมาจาก Windows NT จึงทำให้มีความเสถียรค่อนข้างสูง ถ้าหากไม่มีปัญหากับ hardware หรืออุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว นับได้ว่า จะมีความเสถียรมากกว่า Windows เวอร์ชั่นก่อนๆ ค่อนข้างมากนอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการลง Windows 2 ตัวในฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวกันได้ ด้วยการเพิ่มระบบ Multi OS เข้ามา ทำให้เราสามารถที่จะเลือกลง Windows ตัวเก่าในไดร์ฟ C: และลง Windows XP ในไดร์ฟ D: ได้ ถ้าหากลงแบบ Multi OS ไว้ เมื่อทำการบูตเครื่องใหม่ ก็จะมีเมนูเพิ่มขึ้นมา โดยสามารถทำการเลือกได้ว่า จะบูตเครื่องเข้าระบบ Windows ตัวไหนก็ได้

ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows  ยังมีการปรับปรุงซ่อมแซมอุดช่องโหว่ต่างๆโดยการออกตัว Update ที่เรียกว่า ชุด Service Pack ออกมาเรื่อยๆ
เหตุผลที่ต้องมี Windows Service Pack
1. ช่วยปกป้อง PC ของคุณจากไฟล์อันตรายที่มากับอีเมล์ ช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณจากไวรัสที่สามารถแพร่กระจายผ่าน Internet Explorer, Outlook Express และ Windows Messenger โดยการแจ้งเตือนเมื่อพบไฟล์แนบของอีเมล์ที่อาจเป็นอันตราย
2. รักษาข้อมูลส่วนตัวได้ดีขึ้นในขณะที่คุณท่องเว็บ ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ โดยนำข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์ มาใช้กับการดาวน์โหลดไฟล์และข้อมูลโดยใช้ Internet Explorer
3. หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดที่ไม่ปลอดภัย การตรวจสอบการดาวน์โหลดของ Internet Explorer  และ Internet Explorer Information Bar จะเตือนคุณก่อนการดาวน์โหลดที่อาจไม่ปลอดภัย พร้อมกับให้ทางเลือกในการสกัดกั้นไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย
4. ลดวินโดว์แบบ Pop-Up ที่รบกวนการใช้งาน Internet Explorer Pop-Up Blocker ทำให้การท่องเว็บสนุกสนานขึ้น ด้วยการลดโฆษณาและข้อความแบบป็อปอัพที่ไม่ต้องการในขณะที่เข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ
5. มีไฟร์วอลล์ปกป้องตลอดเวลา Windows Firewall ที่มีความสามารถสูงและเป็นส่วนหนึ่งของ Windows จะถูกกำหนดให้ทำงานตั้งแต่เริ่มเปิดเครื่องจนกระทั่งปิดระบบ เพื่อช่วยป้องกัน Windows จากไวรัสและเวิร์มที่แพร่กระจายผ่านทางอินเตอร์เน็ต
6. เข้าควบคุมการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัย Windows Security Center ใหม่ ช่วยให้คุณเรียกดูสถานะของการรักษาความปลอดภัย และจัดการการกำหนดค่าที่สำคัญได้ ณ จุดเดียว
7. ติดตั้งอัพเดทใหม่ล่าสุดได้อย่างง่ายดาย เพิ่มประสิทธิภาพของ Automatic Updates ในการ Windows ให้ดีขึ้น และใช้งานง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถอัพเดทผ่านระบบอินเตอร์เน็ตด้วย
8. ช่วยปกป้องอีเมล์ของคุณ การปรับปรุง Outlook Express จะช่วยลดจำนวนอีเมล์ที่คุณไม่ต้องการลง โดยลดโอกาสที่ที่อยู่อีเมล์ของคุณจะถูกตรวจจับได้จากกลุ่มผู้ส่งอีเมล์ขยะ
9. จัดการกับการหยุดทำงานที่มีสาเหตุจากโปรแกรม add-on ของบราวเซอร์ Add-On Manager ใหม่ใน Internet Explorer ช่วยให้คุณสามารถดูและควบคุมโปรแกรม add-on ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะช่วยลดการหยุดทำงานและทำให้คุณสนุกกับการท่องเว็บอย่างต่อเนื่องไม่มีการติดขัด
10. ใช้เครือข่ายไร้สายได้อย่างคล่องตัว  เพิ่มการสนับสนุนระบบไร้สาย และทำให้ขั้นตอนการค้นหาและเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณอยู่ที่ใด

 

รู้จักกับ Windows Genuine Advantage (WGA) Notifications

Windows Genuine Advantage Notifications คือโปรแกรมที่ไมโครซอฟท์ใช้ในการตรวจสอบว่า Windows ผู้ใช้ทำการติดตั้งในเครื่องพีซีนั้นเป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แท้ (Genuine) และมีสิทธิการใช้งานที่ถูกต้องเหมาะสม (Properly Licensed) หรือไม่ โดยไมโครซอฟท์ได้ให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างเช่น การสนับสนุน และการอัพเกรดล่าสุด แก่ยูสเซอร์ที่สามารถยืนยันได้ว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นซอฟต์แวร์แท้ สำหรับในกรณีที่ระบบปฏิบัติการ Windows ไม่ใช่ซอฟต์แวร์แท้ WGA Notifications จะเตือนเครื่องพีซีของคุณให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อใช้งานซอฟต์แวร์แท้ Windows Genuine Advantage Notifications นับเป็นความพยายามสำคัญของไมโครซอฟท์ที่ต้องการขจัดปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์

ภาพแสดง Windows 7 ที่ Activate เรียบร้อยแล้ว

เหตุผลที่ต้องใช้ WGA Notifications

ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (Software Piracy) เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกและมีผลกระทบในวงกว้าง ระบบปฏิบัติการ Windows ลิขสิทธิ์แท้นั้นจะแตกต่างจากซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของแท้นั้นจะได้รับการบริการและสนับสนุนจากบริษัทคู่ค้าของไมโครซอฟท์ที่เชื่อถือได้และเป็นซอฟต์แวร์ที่มีฟีเจอร์ (feature) ต่างๆ ครบถ้วน ดังนั้นการติดตั้ง WGA Notifications ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า Windows ที่ติดตั้งในเครื่องพีซีตนเองนั้นเป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แท้และทำให้ระบบอัพเดทอยู่ตลอดเวลา

โปรแกรมที่ใช้งานเอกสารต่างๆ

  • Microsoft Office 2007, Microsoft Office 2010
  • Acrobat Reader
  • Reader
  • Notepad

 

โปรแกรมป้องกันไวรัส

  • Eset Nod32 Antivirus
  • Kaspersky
  • Avira Antivirus
  • Panda Antivirus


โปรแกรมใช้ปรับแต่ง แก้ไขปัญหา Windows, 

  • CCleaner
  • TuneUp Utilities
  • Your Ulinstall
  • Error Repair Professional
  • CPU-Z GPU-Z
  • HD Tune

 

โปรแกรมแยกไฟล์, บีบอัดไฟล์

  • WinRAR
  • Winzip
  • Ultra ISO

โปรแกรมเว็บเบราซ์เซอร์ สำหรับท่องอินเตอร์เน็ต

  • Internet Explorer
  • Chrome
  • Mozilla Firefox

 

โปรแกรมใช้ดูหนังและฟังเพลง

  • CyberLink PowerDVD
  • KM Player , VLC
  • Winamp
  • AIMP

โปรแกรมใช้ดู, ปรับแต่ง, แก้ไขภาพต่างๆ

  • ACDSee
  • Adobe Photoshop
  • SngIT 9

โปรแกรมคาราโอเกะ

  • eXtreme Karaoke

         (ไม่เกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อความบันเทิงและผ่อนคลายความเครียด)

การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสียเงิน 300 บาท รักษาทุกโรค ต้องลงวินโดวส์ใหม่ โดยทั่วไปก็ใช้วิธีการจะโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่างๆ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่โปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสมันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือเป็นตัวที่ไมถูกต้องตามลิขสิทธิ์นั่นเอง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่ป้องกันไวรัสพวกนี้ได้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าอีก ก็จะเกิดปัญหาเดิม วินโดวส์ล่ม เครื่องบูทไม่ขึ้น ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง คือ 300 บาทรักษาทุกโรค หรือถึงขั้นข้อมูลสูญหายก็คงไม่ใช่ 300 บาทแน่นอน

คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว…  ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (ในที่นี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows 7 เป็นหลัก)

  1. ตั้งค่าบันทึกวันที่โปรแกรมวินโดว์ยังปกติ (BackUP)

1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore ดังรูป

2.) คลิกเลือก Create a restore point. และคลิกปุ่ม Next

3.) ตั้งชื่อ (อะไรก็ได้ตามชอบ)

4.) เมื่อตั้งชื่อเรียบร้อยแล้วคลิกปุ่ม Create

5.) จะแสดงวันเวลาที่เราได้ทำการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องเอาไว้

6.) คลิกที่ปุ่ม Close ขั้นตอนการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องก็เสร็จเรียบร้อยครับ

 

   

  1. การย้อนกลับไปยังวันที่เราบันทึกไว้ (Restore)

เมื่อถึงวันที่โปรแกรมวินโดว์เรารวนรวนขึ้นมา ก็สามารถที่จะย้อนไปยังวันที่เราตั้งค่าเอาไว้ได้ มีขั้นตอนดังนี้

1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore

2.) คลิกเลือกที่ Restore my computer to an earlier time ดังรูป เสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม Next

3.) คลิกเลือกวันเวลาที่เราได้ตั้งค่าเอาไว้ (วันที่ที่เราต้องการย้อนกลับ) และ คลิกปุ่ม Next

4.) โปรแกรมจะยืนยันการย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราต้องการ เรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม Next จากนั้นระบบจะทำการย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราได้เลือกเอาไว้และ Restart

    ( กรณีที่เลือก Restore หลังจากคลิกปุ่ม Next จะมีปฏิทินปรากฏขึ้นมา ตัวเลขวันที่ที่เป็นตัวหนา จะหมายถึงวันที่ มีการทำrestore point ถ้าพบว่า โปรแกรมที่ติดตั้งเข้าไปทำให้ระบบมีปัญหา เลือกวันที่ติดตั้ง โปรแกรมดังกล่าว คุณจะสังเกตเห็นรายชื่อโปรแกรมที่ติดตั้งปรากฏขึ้นมาในกล่องด้านขวา คลิ้กเลือก แล้วคลิก ปุ่ม Next ในหน้าต่างยืนยันให้คลิ้ก Next ซึ่ง Windows จะเริ่มRestore และบู๊ตเครื่องใหม่ หลังจากรัน System Restore ระบบจะมีการสร้าง restore point ไว้ด้วย ดังนั้น คุณสามารถจะลองแก้ ปัญหากับวันอื่นๆ ได้อีก ถ้าผลลัพธ์ของการแก้ที่ได้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ถ้าความพยายามในการเรียกคืนสถานภาพการทำงานเกิดผิดพลาด ระบบจะแก้กลับมาให้เป็นสถานะปัจจุบันก่อนสั่งรัน System Restore ให้โดยอัตโนมัติ ให้เลือกวันใหม่ แล้วลองทำอีกครั้ง)

5.) คลิกปุ่ม OK สิ้นสุดขั้นตอนการย้อนกลับไปยังวันที่เครื่องสมบรูณ์

จุดอ่อน และข้อเสีย
           System Restore มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งปกติ Windows จะกันพื้นที่ไว้ให้ประมาณ 12% ของ ฮาร์ดดิสก์ อย่างไรก็ดี คุณสามารถลดพื้นที่ที่มันใช้ได้โดยเข้าไปที่ System Properties (คลิ้กขวา บนไอคอน My Computer เลือก Properties หรือกดปุ่ม Windows + Pause/Break) แล้ว คลิ้กแท็บ System Restore เลื่อนสไลด์ไปทางซ้าย เพื่อลดขนาดของการทำ Restore ลงเหลือ 3 – 5% ก็พอ
            ประการต่อมา คุณไม่สามารถใช้มันแทนการทำแบ็คอัพได้ ถ้าคุณลบไฟล์ข้อมูลของคุณไป System Restore จะไม่สามารถเรียกคืนได้ ในทางกลับกัน เวลารัน System Restore ก็จะไม่ไปลบ หรือ แก้ไขไฟล์ข้อมูลของคุณแต่อย่างใด

แถมท้ายอีกนิด

บางคนอาจสงสัยว่า เมื่อเราย้อนกลับไปยังค่าที่บันทึกเอาไว้  ไฟล์งานที่ทำจาก Word, Excel, PowerPoint และอื่นๆ จะหายไปด้วยรึป่าว อันนี้มั่นใจได้เลยว่า ไม่หายแน่นอน  แต่………เพื่อความไม่ประมาทเราควรเก็บบันทึกข้อมูลของเราไว้ในไดร์ฟ อื่นที่ไม่ใช่ไดร์ฟ C: เช่น USB แฟลตไดร์ฟหรือ ไดร์ฟ D: ก็จะเป็นการดีมาก ถึงตอนนี้คอมพิวเตอร์ของเราก็จะกลับมาทำงานได้อย่างปกติอีกครั้ง  สำหรับการทำ System Restore Point ควรทำสักสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือหากขยันจะทำทุกวันเลยก็ได้ไม่ผิดกติกาเพราะข้อมูลที่ย้อนกลับจะได้ไม่เก่าจนเกินไปนั่นเอง ปกติแล้วระบบมันสามารถตั้งค่าไว้

แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ภายนอก

สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอก, USB FlashDrive, เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD  รวมทั้งไมโครไดร์ฟที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย! 

 

 

Backup Utility ช่างคอมส่วนใหญ่นิยมใช้

Norton ghost เป็นโปรแกรมสำหรับแบ็คอัพไดร์ฟซี ทั้งไดร์ฟเลย หมายความว่ารวบเอาข้อมูลทั้งหมดของไดร์ฟซี ไม่จะเป็น วินโดว์ โปรแกรมอื่นที่ติดตั้งไว้ ข้อมูลอื่น นำมาเก็บไว้เป็นไฟล์ๆเดียว หรือเรียกว่า อิมเมทไฟล์ มีสกุลไฟล์เป็น .gho หากวินโดว์เครื่องเราล่ม บูตไม่ได้ เราก็นำไฟล์ .gho ที่เราแบ็คอัพไว้มา Restore กลับมาที่ Drive C เมื่อเสร็จเรียบร้อยโปรแกรมและข้อมูลทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม ณ วันที่เราได้ทำการแบ็คอัพไว้

1). จากขั้นตอนของการติดตั้งวินโดวส์ที่กล่าวมาทั้งหมด จะยังไม่ได้ติดตั้งภาษาไทยลงไปด้วย ดังนั้นเราต้องเข้าไปตั้งค่าให้วินโดวส์สามารถใช้งานภาษาไทยได้ก่อนครับ โดยคลิกที่ Start > Control Panel

2). ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Regional and Language Options เพื่อตั้งค่าให้สามารถใช้งานภาษาไทยได้

3). ที่แท็ป Languages และหัวข้อ Supplemental language support ให้ใส่เครื่องหมายถูกที่หัวข้อแรก เพื่อติดตั้งภาษาไทยเข้ามา ส่วนหัวข้อ East Asian languages จะใส่หรือไม่ก็ได้ ถ้าหากใส่จะสามารถเพิ่มภาษาอื่นๆนอกเหนือจากภาษาไทยเช่น ญี่ปุ่น, จีน,เกาหลี เป็นต้น เสร็จแล้วกด Apply

Note. ในขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องใส่แผ่นซีดี Windows XP เข้าไปด้วย เพราะเมื่อกดปุ่ม Apply แล้ว ตัวโปรแกรมจะถามหาแผ่นด้วย เพื่อก็อปปี้ไฟล์สำหรับติดตั้งภาษาต่างๆเพิ่มเข้าไป

4). แสดงหน้าต่างของการก็อปปี้ไฟล์ต่างๆจากแผ่น Windows XP ลงไปยังระบบ

5). กลับมาที่หน้าจอหลักของ Regional and Language Options กันต่อ คลิกแท็ป Languages และปุ่ม Details…

6). ที่หัวข้อ Installed services คลิกปุ่ม Add… เพื่อเพิ่มการใช้งานภาษาไทยเข้าไป สำหรับการเรียกใช้งานปุ่มสลับภาษา

7). ที่หัวข้อ Add Input language ให้กำหนดค่าตามรูป แล้วกด OK

8). แล้วกด Apply > OK

9). กลับมาที่หน้าจอหลักของ Regional and Language Options ที่แท็ป Advanced ให้กำหนดค่ากด Apply

10). กลับมาที่หน้าต่าง Regional and Language Options อีกครั้ง

11). ที่หน้าจอ Text Services and Input Languages คลิกที่ปุ่ม Key Settings…

12). กดปุ่ม Change Key Sequence… แล้วตั้งค่าให้กับปุ่มสลับภาษา (Grave Accent) เริ่มทำงาน แล้วกด OK > OK เพื่อปิดหน้าต่างทั้งหมด

 เพียงเท่านี้วินโดวส์ก็จะใช้งานภาษาไทยและปุ่มสลับภาษาได้แล้ว

 

ปัญหาอาการเครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์

          หลายคนคงเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ  เช่นกำลังทำงานอยู่ดีๆ เครื่องก็หยุดทำงานเสียเฉยๆ  ไม่ตอบสนองอะไรเลย  ต้องบู๊ตเครื่องใหม่อย่างเดียว  อาการอย่างนี้แหละที่เรียกว่าเครื่องแฮงค์  สาเหตุที่ทำให้เครื่องแฮงค์ก็มีอยู่หลายสาเหตุทีเดียว  ฉะนั้นการแก้ไขจึงขึ้นอยู่กับว่าอะไรคือต้นเหตุ  ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถจัดการปัญหาเครื่องแฮงค์นี้ได้สำเร็จก็คือ  ต้องอาศัยการสังเกตอาการ  และวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง  จึงจะนำไปสู่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

 

สาเหตุที่ทำให้เครื่องแฮงค์

อาการเครื่องแฮงค์นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ  จึงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่าอะไรเสีย  อีกทั้งยังต้องแบ่งแยกด้วยว่าเป็นการแฮงค์ในขณะใช้งาน  Windows หรือตั้งแต่ตอน  บู๊ตเครื่อง  หรือแฮงค์หลังจากการอัพเกรดอุปกรณ์ของเครื่อง   หรือจะเป็นหลังการ  Over clock  เป็นต้น  สิ่งที่กล่าวมานี้ก็คือต้นเหตุสำคัญทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาจึงเจาะจงลงไปไม่ได้ว่า  จะต้องแก้ไขอย่างไรเมื่อเครื่องแฮงค์  เพราะขึ้นอยู่กับว่าเครื่องมีปัญหาเพราะอะไร  สิ่งที่จะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วก็คือ การสังเกตอาการที่เกิดขึ้นของผู้ใช้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก พอจะสรุปได้ดังนี้

  1. BIOS มีปัญหาหรือ BIOS เสีย ซึ่งรวมถึงเมนบอร์ดด้วย เนื่องจาก Bios ติดตั้งมาพร้อมในเมนบอร์ด
  2. อุปกรณ์เสียเช่น  แรม, การ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์, Power Supply จ่ายไฟไม่สม่ำสเมอ ฯลฯ
  3. ระบบปฏิบัติการเสียเช่น ไฟล์ระบบเสียหาย 
  4. ปัญหาอุปกรณ์ใช้IRQ ซ้ำซ้อน เช่น LAN ใช้ IRQ ซ้ำซ้อนกับ Sound  Card เป็นต้น
  5. เครื่องถูกOver clock  ทำให้อุปกรณ์บางตัว  รันที่ความเร็วสูงจนเกิดความร้อนสูง
  6. โดนไวรัสคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะไวรัสที่เข้าไปทำลาย  Boot Sector
  7. อุปกรณ์ไม่Compatible  เช่น  เป็นเรื่องของมาตรฐานการทำงานของอุปกรณ์แต่ละยี่ห้อ

 

 

 

อาการเครื่องบู๊ตไม่ขึ้น

          จะทำอย่างไรเมื่อคอมพิวเตอร์ของเราเกิดอาการแน่นิ่ง  เปิดเครื่องแล้วก็ไม่ยอม  BOOT  ทิ้งไว้แต่หน้าจอสีดำ  กับตัวหนังสือสีขาว  อะไรเสียก็ไม่รู้  เพราะเครื่องไม่ได้บอกอะไรให้ทราบเลย  หรือบางครั้งก็ได้แต่ส่งเสียงน่ารำคาญออกมา  ในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น  หลังจากที่เราได้กดปุ่ม  Power  แล้ว  มันก็จะทำการตรวจสอบเครื่องด้วยกระบวนการตรวจอุปกรณ์เสร็จแล้ว  ถ้าไม่มีปัญหาอะไร  ก็จะโหลดระบบปฏิบัติการต่อไป แต่ถ้าเครื่องตรวจพบปัญหาขัดข้องทางด้านฮาร์ดแวร์  มันก็จะหยุดทำงานทันที  ส่งผลให้เราไม่สามารถใช้งานเครื่องได้  ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาพูดกันถึงสาเหตุ  และวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ  ซึ่งก็มีอยู่หลายรูปแบบ  และหลายอาการด้วยกัน  เผื่อเวลาที่เราเจอปัญหาเหล่านี้จะได้รับมือกับมันได้

 

Power Supply เสีย เปิดไม่ติด

          เมื่ออุปกรณ์จ่ายไฟอย่าง  Power Supply เสีย หรือจ่ายไฟผิดก็จะทำให้เครื่องไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดเครื่องก็จะพบว่า คอมพิวเตอร์จะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆเลย มีแต่ความเงียบสนิท การตรวจซ่อมก็ทำได้ยากและไม่มีใครนิยมนำ Power Supply ไปซ่อมที่ร้าน มักจะซื้อมาเปลี่ยนมากกว่า เพราะมีราคาไม่แพงนัก สาเหตุที่ทำให้ Power Supply เสียก็มักเกิดจากเครื่องมีโหลดมากเกินไป  หมายความว่ามีอุปกรณ์ต่ออยู่กับเครื่องมากเกินกำลังไฟที่ Power supply จะจ่ายได้ โดยเฉพาะเครื่องที่มีการ Over clock จะทำให้เครื่องกินไฟเพิ่มขึ้น หรือ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากพัดลมระบายความร้อนของ Power supply ไม่หมุน ก็จะทำให้ Power supply ปิดตัวเองลงได้เช่นกัน

 

อาการ Power Supply ไม่เสีย แต่ไม่มีภาพ

          เมื่อเปิดเครื่องแต่ปรากฏว่าที่หน้าจอไม่มีภาพอะไรเกิดขึ้นเลย ลองขยับปลักไฟก็แล้วแต่ก็ยังไม่มีภาพ

อาการอย่างนี้จอเสียหรือไม่สิ่งที่ต้องทำการตรวจเช็คในเบื้องต้นเลยก็คือ สายเพาเวอร์ที่ต่ออยู่ด้านหลัง ของจอภาพกับเครื่องแน่นดีไม่หลวม  และได้เสียบปลักไฟเรียบร้อยแล้วหรือยัง เพื่อให้มั่นใจว่ามีไฟเข้าเครื่องแน่นอน ต่อไปให้เช็คสายสัญญาณของจอภาพ ว่าเสียบเข้ากับการ์ดจอแน่นดีแล้วหรือยัง  ลองขยับและเสียบให้แน่น เมื่อตรวจสอบข้างต้นแล้วส่วนต่อไปที่ต้องตรวจเช็คก็คือการ์ดแสดงผลให้เปิดฝาครอบเครื่องเพื่อขยับการ์ด หรือถอดการ์ดออกมา  แล้วเสียบเข้าไปใหม่ให้แน่นอีกครั้ง  เพราะบ่อยครั้งปัญหาก็มีสาเหตุมาจากเสียบการ์ดไม่แน่น  ทางที่ดีให้ถอดการ์ดออกมาแล้วทำความสะอาดหน้าสัมผัสด้วยยางลบ  แล้วก็ใส่เข้าไปใหม่ให้แน่นอีกครั้ง  เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  ก็ให้ทำการเปิดเครื่อง  ถ้าพัดลมเคสทำงาน  ให้สังเกตดู ไฟ LED ที่อยู่ด้านหน้าจอภาพ  ถ้าพบว่ามีแสงสว่างขึ้นมาและมีการกระพริบสีส้ม  แสดงว่ามีไฟจ่ายไปที่จอภาพแล้ว  แต่ปัญหาอาจจะเกิดการ์ดแสดงผลในเครื่องคอมฯ  ให้ลองนำจอภาพไปต่อกับเครื่องอื่นๆ ถ้าใช้ได้ตามปกตินั่นก็แสดงว่าการ์ดแสดงผลเสีย  ต้องซื้อมาเปลี่ยนใหม่  หรือนำไปเคลมกับร้านที่ซื้อมา

 

การเสียบแรมไม่แน่นก็ทำให้จอภาพมืดได้เหมือนกัน  

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า  ถ้าเสียบแรม ไม่แน่นก็เป็นสาเหตุให้จอภาพมืดได้เหมือนกัน  ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าเสียบแรมไม่แน่น  เครื่องก็น่าจะมีเสียง  บิ๊บออกมาให้ได้ยิน  แต่ในบางครั้งมันก็ไม่ส่งเสียงร้องอะไรออกมาเลย  ดังนั้นถ้าเราพบว่าเครื่องของเรามีอาการเปิดเครื่องแล้วพบว่าเครื่องทำงานปกติ คือ  ไฟ Power และไฟฮาร์ดดิสก์ก็สว่าง พัดลมของ Power Supply ก็หมุน แต่ปัญหาคือไม่มีภาพที่หน้าจอ ก็ให้ลองถอดแรมออกมา แล้วเสียบใหม่ให้แน่น

 

อาการมีเสียงเตือนจากลำโพงภายในเครื่อง

เครื่องบู๊ตแล้วค้าง  พร้อมกับมีเสียงร้องออกมาจากเครื่องหลายครั้ง  เมื่อปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ก็ยังคงมีอาการเหมือนเดิมถ้าเราพบว่าเมื่อเปิดเครื่องแล้ว  ได้ยินเสียงบี๊บออกมาจากลำโพงลำโพงเครื่อง  ซึ่งเสียงดังกล่าวเกิดจาก  BIOS  ตรวจพบว่ามีอุปกรณ์บางตัวทำงานผิดปกติ  ซึ่งถ้าอุปกรณ์ทุกอย่างทำงานได้ตามปกติก็จะดัง บี๊บครั้งเดียว แต่ถ้าฮาร์ดแวร์ตัวใดมีปัญหาหรือไม่ทำงาน  ก็จะดังมากกว่า 1 ครั้ง โดยเสียงเตือนจะสั้นยาวไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเสียงเตือนในลักษณะต่างๆ ที่เราเรียกว่า  Beep Code โดยไบออสแต่ละยี่ห้อก็จะมีรูปแบบของเสียงที่แตกต่างกัน  ดังนั้นเราสามารถแก้ปัญหาได้จากการฟังเสียง  แล้วนำไปดูจากตารางในคู่มือว่าเป็นเพราะอุปกรณ์ตัวใด  หรือให้ลองถอดแรม  และการ์ดจอออกมา  แล้วเสียบใหม่ให้แน่น ๆ  เพราะส่วนใหญ่ปัญหาดังกล่าวมักจะเกิดจาก  อุปกรณ์ดังกล่าวเสียบไม่แน่น หรือหน้าสัมผัสสกปรก

 

 

 

 

 

สาเหตุและวิธีแก้อาการเครื่องแฮงค์

           หลังจากที่เราใช้เครื่องไปสักระยะหนึ่ง ถ้าเครื่องของเราเกิดปัญหาขึ้น เช่น แฮงค์ไปเฉยๆ ไม่สามารถทำงานต่อได้ ต้องรีสตาร์ทเครื่องใหม่บ่อยๆ เราคงอยากทราบว่าสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาที่ทำให้คอมพิวเตอร์แฮงค์ ในหน้านี้เราจะรวบรวมปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลให้คอมพิวเตอร์ของท่านเกิดอาการแฮงค์ขึ้นมาพร้อมวิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้น  สำหรับปัญหาว่าทำไมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเกิดอาการแฮงค์ขึ้นมาเฉยๆนี้เป็นปัญหายอดนิยม และพบกันมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ และเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีคนรู้สาเหตุมากที่สุด เราสามารถแบ่งแยกประเภทของสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดอาการแฮงค์ได้ 2 ประการคือ
1. ฮาร์ดแวร์  2. ซอฟท์แวร์และระบบปฏิบัติการ(OS) 

สาเหตุจากฮาร์ดแวร์
1) อุปกรณ์เสื่อมสภาพ เช่น  อุปกรณ์บนแผงเมนบอร์ดเสื่อม, แรม, การ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์มี Bad Secter, Power Supply จ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ , สายสัญญาณการเชื่อมต่อต่างๆ ไม่แน่น  ฯลฯ

          วิธีแก้ปัญหา เปิดฝาเครื่องสังเกตและวิเคราะห์อุปกรณ์เป็นตัวๆไป อาจถอดมาทำความสะอาดทุกชิ้นก็ได้

2 ) ความไม่เข้ากันของอุปกรณ์แต่ละตัว ปัญหานี้มักจะเกิดกับผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ประเภทแยกชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งอาการแฮงค์เหล่านี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เราใช้เครื่องครั้งแรกๆเลยอาจจะเปิดเครื่องมาเฉยๆแล้วก็แฮงค์ใช้งานนิดๆหน่อยๆแล้วก็แฮงค์ถ้าอาการหนักหน่อยอาจจะถึงขั้นไม่สามารถใช้เครื่องได้เลย ต้นตอของปัญหานี้เกิดจากการที่เราขาดการศึกษาเรื่องฮาร์ดแวร์ที่นำมาประกอบเป็นเครื่องของเรา อีกทั้งอาจเป็นไปได้ที่ผู้ขายนำอุปกรณ์คุณภาพต่ำมาประกอบเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีราคาถูกมาขายให้เราก็ได้  

วิธีแก้ไขปัญหา ก็ควรจะเลือกใช้คอมพิวเตอร์แบรนเนมจะดีกว่า แต่ถ้าเกิดเราขัดสนปัญหาทางการเงิน เราก็ควรจะศึกษาจากการอ่านหนังสือ หรือถามจากบุคคลที่รู้จักที่เคยผ่านการใช้คอมพิวเตอร์มาแล้ว การศึกษาก่อนการตัดสินใจซื้อ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณและเงินในกระเป๋าของคุณก็จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าด้วย
3 ) ไดร์ฟเวอร์ล้าสมัยหรือติดตั้งไม่ตรงรุ่นของอุปกรณ์ ไดร์ฟเวอร์ คือ ซอร์ฟแวร์อย่างหนึ่งที่มีหน้าที่ในการสั่งการหรือเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโปรแกรมประยุกต์หรือระบบปฏิบัติการกับอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่อง เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมามากมายแต่ไดร์ฟเวอร์ที่ออกมาก่อนหน้าที่จะมีอุปกรณ์ตัวใหม่ออกมาก็อาจจะทำงานร่วมกันได้ไม่ดีและเกิดอาการแฮงค์ได้ซึ่งอาการหลักๆที่เกิดขึ้นกับไดร์ฟเวอร์คือ ถ้าเรามีการใช้งานอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ที่ไม่ได้มีการอัพเดทไดร์ฟเวอร์ใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอจะเกิดหน้าจอสีฟ้าขึ้นซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจอาการหรือสาเหตุนี้เราอาจคิดไปว่าเครื่องเสียจนต้อง Format เครื่องเลยก็มี
     วิธีแก้ไขปัญหานี้ง่ายๆก็คือ ให้เราไปอัพเดทไดร์ฟเวอร์อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เว็บไซต์ของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ภายในเครื่องของเรา
4 ) ฝุ่นคือตัวนำไฟฟ้า สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เครื่องของเราแฮงค์และอาจจะดูเป็นสาเหตุที่ทำให้คนคาดไม่ถึงได้นั่นก็คือฝุ่นนั่นเอง เราอาจจะสงสัยว่าทำไมฝุ่นจึงทำให้เกิดอาการแฮงค์ได้ ในความเป็นจริงแล้วฝุ่นดูจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คอมพิวเตอร์แฮงก์ เพราะฝุ่นเป็นตัวนำไฟฟ้าได้จะรุนแรงขนาดไหนต้องขึ้นอยู่กับชนิดของฝุ่น และอีกสาเหตุที่ทำให้เครื่องแฮงก์ก็คือบริเวณที่ฝุ่นเกาะ เช่น ถ้าเป็นบริเวณเมนบอร์ดวงจรจะไม่มีผลเพราะมีสารเคลือบกันเอาไว้ แต่บริเวณขาไอซีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ ในเครื่องถ้ามีฝุ่นที่จะสามารถนำไฟฟ้าไปเกาะระหว่างขาสัญญาณก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องทำงานผิดพลาดหรือแฮงค์ได้ 
    วิธีแก้ปัญหา คือ เราก็แค่ทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอยู่เสมอ เมื่อใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เสร็จก็ควรหาผ้าคลุมเครื่องกันฝุ่น สำหรับอุปกรณ์ภายในควรปรึกษาผู้ชำนาญในการทำความสะอาด

สาเหตุจากซอร์ฟแวร์และระบบปฏิบัติการ 

สาเหตุของคอมพิวเตอร์แฮงค์ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่นั่นคือ ซอร์ฟแวร์และระบบปฏิบัติการ ซึ่งต้นตอของสาเหตุที่ซอร์ฟแวร์ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แฮงค์นั่นคือการทำงานผิดพลาดของโปรแกรม และยิ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุนการทำงานแบบใช้โปรแกรมหลายๆโปรแกรมพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน(Multitasking) จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้โปรแกรมภายในเครื่องของเราทำงานขัดแย้งกันสูงขึ้น เราจะมาดูสาเหตุหลักๆที่ซอร์ฟแวร์เป็นต้นตอของอาการแฮงค์ในคอมพิวเตอร์ของเรา

– สาเหตุจากระบบปฏิบัติการ (Operating System)
ระบบปฏิบัติการ ถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับแม่บ้านที่คอยดูแลรักษาบ้านของเราให้อยู่อย่างปกติสุข ซึ่งระบบปฏิบัติการจะทำการควบคุมโปรแกรมหรือฮาร์ดแวร์ให้ทำงานตามคำสั่งเราอีกทีหนึ่งอาการที่เราเรียกว่าแฮงค์ที่เกิดจากระบบปฏิบัติการมักมีสาเหตุมาจากการควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ผิดพลาด เช่น การควบคุมหน่วยความจำ เพราะโปรแกรมที่ทำงานระบบปฏิบัติการ Windows ในขณะใดขณะหนึ่งไม่ได้มีแค่โปรแกรมเดียว ดังนั้นระบบปฏิบัติการจึงต้องคอยบริการและควบคุมการใช้งานฮาร์ดแวร์เพื่อป้องกันการตีกันเองระหว่างโปรแกรมที่ทำงานในขณะนั้น ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมที่ทำงานอยู่ภายในแต่ละเครื่องก็แตกต่างกันตามผู้ใช้แต่ละคน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะออกแบบระบบปฏิบัติการให้ปราศจากข้อผิดพลาดในการควบคุมการทำงานระหว่างโปรแกรม แนวทางการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์แฮงค์นั้นคือ การหลีกเลี่ยงการทำงานที่เคยพบว่าทำให้แฮงค์ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องลงระบบใหม่ ซึ่งอาการอาจจะดีขึ้น หากอาการแฮงค์นั้นเกิดเพราะไฟล์บางไฟล์ของระบบปฏิบัติการถูกแก้ไขไปด้วยโปรแกรมอื่น ซึ่งปัญหาลักษณะนี้จะเกิดและมีวิธีแก้ไขเหมือนกันทุกเครื่องที่มีองค์ประกอบในลักษณะเดียวกัน

– อาการแฮงค์นี้เกิดจากโปรแกรมประยุกต์

          หลายครั้งที่อาการแฮงค์มักเกิดหลังจากโปรแกรมที่ติดตั้ง อยู่ในเครื่องเข้ากันไม่ได้ บางไฟล์ของโปรแกรมตัวหนึ่งอาจเข้าไปเปลี่ยนแปลงไฟล์บางตัวของระบบปฏิบัติการจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาได ้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากไฟล์นามสกุล DLL ซึ่งเป็นไฟล์สาธารณะของระบบปฏิบัติการ ที่มักจะมีหลายโปรแกรมที่เราติดตั้ง เข้ามาขอใช้ไฟล์นามสกุล DLL ด้วย แต่บางโปรแกรมก็มีไฟล์ DLL เวอร์ชั่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าไฟล์ DLL ตัวเดิมของระบบปฏิบัติการ เมื่อเราติดตั้งโปรแกรมนี้ลงไปมันก็จะเขียนไฟล์ DLL ตัวใหม่ทับตัวเก่าทันที จึงทำให้เกิดปัญหาเครื่องแฮงค์ตามมา เพราะไฟล์ DLL เวอร์ชั่นใหม่ไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการได้

          ลักษณะปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกิดจากโปรแกรมประยุกต์ ก็คือเครื่องเราเกิดอาการแฮงค์หลังจากที่ลงโปรแกรมใดๆลงไปนั่นเองทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นในจุดนี้ไม่เคยเกิดอาการแฮงค์ มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราลงโปรแกรมเวอร์ชั่นใหม่ทับเวอร์ชั่นเก่า เพราะฉะนั้นเราควรจะถอนเวอร์ชั่นเก่าก่อนลงเวอร์ชั่นใหม่ครับ 
          สำหรับแนวทางแก้ไขของช่างคอมพิวเตอร์ก็คือ ให้สอบถามพฤติกรรมของการใช้งานของผู้ใช้ก่อน เมื่อพบเครื่องที่มีลักษณะเครื่องแฮงค์หลังจากที่ผู้ใช้ลงโปรแกรมตัวใหม่ลงไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจ มาจากสาเหตุนี้

          วิธีการแก้ไขก็คือ ใช้โปรแกรม System Restore เพื่อย้อนกลับไปยังวันที่ไม่เกิดปัญหา
คลิกปุ่ม Start > Program > Accessories > System Tools > System Restore


คอมพิวเตอร์ติดไวรัส 

อาการแฮงค์ที่เกิดจาการที่เครื่องเราติดไวรัส เป็นอาการที่ตรวจสอบได้ยากที่สุด เพราะไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นเป็นโปรแกรมตัวหนึ่งที่สามทารถเข้ามาในเครื่องของเราได้หลายทาง ถ้าเราไม่เคยตรวจสอบไวรัสภายในเครื่องของเราเลยจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไปเลยก็มี อาการเครื่องแฮงค์ที่เกิดจากไวรัสมักจะเกิดกับจุดที่ไม่เคยแฮงค์ ทั้งๆที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย อีกทั้งก่อนหน้าที่จะแฮงค์นั้นมักจะแสดงอาการแปลกๆให้เรารับรู้ก่อน เช่น ทำงานช้าลงจนเรารู้สึกได้ หรือมีอาการกระตุกบ่อยๆ ในบางครั้งอาจจะมีไฟล์บางไฟล์โผล่เข้ามาโดยเราไม่สามารถหาต้นตอได้
          วิธีการแก้ไขปัญหา เราจึงไม่ควรเปิดโปรแกรมหรือเอกสารที่เราไม่รู้จักหรือไม่มั่นใจ นอกจากนี้ควรตรวจสอบไวรัสในเครื่องของเราบ้างและอัปเดทโปรแกรมป้องกันไวรัสบ้าง หรือต้องรู้จักสังเกตุบ้างในขณะที่ใช้งานหากมีโปรแกรมอะไรเด้งขึ้นมาก็อ่านก่อนให้เข้าใจ อย่าคลิกโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร

การใช้โปรแกรม Defrag Disk

1. คลิกปุ่ม Start เลือก Programs
2. คลิกเลือก Accessories และเลือก System Tools >> Disk Defragment
3. เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วให้คลิกเลือกไดร์ฟที่เราต้องการ และคลิกที่ปุ่ม Defragment
4. โปรแกรมจะเริ่มจัดเรียงข้อมูล
5. รอจนกระทั่งเสร็จ อาจใช้เวลานานแตกต่างกันแล้วแต่ปริมาณข้อมูล
6. หลังจากจัดเสร็จแล้วทำการรีสตาร์ทเครื่องเป็นอันเสร็จ

หรือสามารถทำการเรียกใช้งาน defrag ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟได้อีกวิธีหนึ่ง
1. ดับเบิ้ลคลิกที่ My Computer คลิกขวาไดร์ฟที่ต้องการทำ Defragment เลือก Properties

2. คลิกที่แท็บ Tools จากนั้นคลิกที่ Defragment Now…

3. คลิกที่ Defragment 

4. จากนั้นให้รอ เครื่องจะทำการ Defragment ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน

    โปรแกรม CCleaner นั้นเป็นโปรแกรมฟรีแวร์ตัวหนึ่ง ที่น่าใช้มาก เป็นโปรแกรมเล็กๆ แต่ศัพท์คุณมากกว่าขนาดของโปรแกรมหลายเท่าเลย  โปรแกรม CCleaner นั้นจะช่วยแก้ไข Registry windows ของเราในกรณีไฟล์มีปัญหา หรือ ช่วยในการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ของเรา ทำให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้ไวขึ้น สามารถดาวน์โหลดได้จาก http://md.go.th/it

วิธีการใช้งานโปรแกรม CCleaner

  1. เปิดโปรแกรมขึ้นมา จากนั้นกดเมนู Registry > จากนั้นให้ติ๊ก (√) ในหัวข้อ Registry Integrity ให้หมด และให้กด Scan for Issues จากนั้นรอจนกว่าจะครบ 100 % ระบบจะแจ้งขึ้นมาว่ามีไฟล์ตัวไหนบ้างที่ให้ซ่อมแซม
  2. จากนั้นให้กด Fix selected issues และระบบจะถามว่าเราจะทำการ Backup ก่อนการซ่อมแซมหรือเปล่า ให้เรากด No ไปครับ
  3. ขั้นตอนนี้ให้กด Fix All selected Issues เพื่อเป็นการซ่อมแซมไฟล์ทั้งหมด เท่านั้นก้อเป็นอันเสร็จสิ้นการซ่อมแซมไฟล์แล้วครับ

    การทำความสะอาดไฟล์ขยะในคอมพิวเตอร์ของท่าน

    1. กดเลือกเมนู Cleaner > จากนั้นให้กด Analyze เพื่อให้ระบบทำการสแกนสักครู่ จนขึ้นครบ 100% > จากนั้นกด Run Cleaner เพื่อเป็นการทำความสะอาดไฟล์ใน windows ของเรา

      เท่านี้ก็เสร็จสิ้นแล้วครับ กับการทำให้คอมพิวเตอร์ของเราไวขึ้น (นิดหน่อย) 

          โปรแกรมป้องกันไวรัส Eset Nod32 Antivirus เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสอีกตัวหนึ่งที่น่าใช้ โปรแกรมไม่ใหญ่ เครื่องไม่อืด ใช้งานง่าย สามารถอัพเดทข้อมูลไวรัสแบบออฟไลน์ได้ สามารถดาวน์โหลดได้จาก http://md.go.th/it  เมนูดาวน์โหลด มีให้ทั้ง 32bit และ 64bit เลือกดาวน์โหลดให้ตรงกับระบบปฏิบัติการเครื่องของเรา

วิธีการติดตั้ง

1 .ดับเบิลคลิก โปรแกรมที่ดาวน์โหลดมา –> คลิก Run  –> Next

2 .ติ๊ก I accept…. –> Next  –> Next3 .ติ๊ก Setup update parameter later –> Next

4. ติ๊ก I agree to participate –> Next –> Enable –> Next –> Install 

5. รอจนการติดตั้งเสร็จ กด Finish

6. จะมีไอคอน รูปดวงตากลมๆ อยู่ที่ System Taskbar

7. ดับเบิลคลิกตรงรูปดวงตา

8. คลิก Update –> General –> คลิกปุ่ม Edit –> ตั้งค่า Update server (http://192.168.46.18:8081) –> OK (*การตั้งค่านี้ใช้ได้กับระบบเครือข่ายของกรมเท่านั้น*)

9. การติดตั้งเสร็จเรียบร้อย รีสตาร์ทเครื่อง

 

จัดการอบรมหลักสูตรการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น​